Skip to main content

Could be vs. Should be

 Could be (=Possible) ใช้กับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นไปได้ (ไม่จำเป็นต้องเป็นจริง)
เช่น It could be used in cars.
You could be talking to me if you come to Thailand.

Should be (Probable, right) ใช้กับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นไปได้จริง ใช้กับการแนะนำ
เช่น You should be a better student.
Dinner should be ready in 5 minutes.

ข้อแตกต่าง เช่น
คุณกำลังรอหมออยู่ แล้วมีพยาบาลมาบอกว่า
“The doctor should be with you in 5 minutes.” หมายความอีกไม่เกิน 5 นาทีคุณได้พบหมอแน่นอน

แต่ถ้าเป็น
“The doctor could be with you in 5 minutes.” 5 นาทีในที่นี้คือคาดคะเนเอา เวลาจริงอาจเป็น 5 นาที, 10 นาที หรือนานกว่านั้น

Because & So

Because ( = Reason, Why) ใช้บอกสาเหตุของการกระทำ (เชื่อมผลไปเหตุ)
เช่น I am late because the train was late.
ผล: I am late.
เหตุ: The train was late.

So ( = Result, What happened) ใช้บอกผลของการกระทำ (เชื่อมเหตุไปผล), ขยายกริยา (Verb + so)
เช่น I broke it, so I had to pay for it.
She look so good tonight.

ตัวอย่าง
Because: I passed my exam because I studied all weekend.
So: I have to study all weekend, so I can pass my exam.

Because: We are listening to music because we are upset.
So: When I am upset I listen to music, so I can relax.

Alright หรือ All right ?

Alright เป็นคำมาจากภาษาพูดครับ มาจากการออกเสียง all right ที่มักพูดติดกัน
Alright จะใช้ในบทสนทนาเป็นหลัก อาจใช้กับการเขียนบ้างแต่ใช้สำหรับการเขียนแบบไม่เป็นทางการเท่านั้น

All right เป็นคำใช้กันทั่วไป ใช้การการเขียนทุกรุปแบบทั้งเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ

All right มักจะใช้ในความหมาย
1. ยอมรับ (เหมาะสม, เห็นด้วย)
เช่น The room looked all right in the magazine.
2. ยินยอม (อนุญาตให้ทำ, ตกลง)
เช่น Is it all right to come in?

Alright มักใช้กับการพูดใน 2 ความหมาย คือ
1. Ok. (ตกลง)
เช่น Alright, alright, I’ll fixt it !
2. เหมาะสม (พึงพอใจ)
เช่น Does my ass look alright in this jean?

Gay

เกาะกระแสนิดหนึ่งนะครับ
2 วันนี้ใน Social คงไม่มีกระแสไหนแรงไปกว่าข่าวศาลสูงสุดอเมริกามีมติเห็นชอบให้คนรักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้ทั่วทั้ง 50 รัฐ
ถ้าไปอ่านข่าวตามเว็ปข่าวฝรั่ง เขาจะใช้คำว่า Gay ซึ่ง Gay ในที่นี้หมายถึงทั้ง ชายรักชาย และ หญิงรักหญิง นะครับ
ไม่ได้หมายความถึงแค่ชายรักชายอย่างเดียว อย่างที่คนไทยเข้าใจกัน

Gay: Used to describe men and women attracted to the same sex. (จาก wikipedia)

Lift & Elevator

ได้ดูซีรีย์จากทางเกาะอังกฤษอย่างเรื่อง Transporter
ตอนที่ Frank Martin พระเอกของเรื่องเรียก “ลิฟต์” ว่า “Lift” นั้น
ผมก็เข้าใจอย่างไม่ต้องอธิบายเลยครับว่า
ทำไมบ้านเราถึงเรียกไอ้ห้องสี่เหลี่ยมที่ใช้ยกคนขึ้นสู่ที่สูงนั้นว่า “ลิฟต์” ไม่เรียกว่า “เอ็ลลิเวเทอร์”
เรารับคำนี้มาจากอังกฤษครับก่อนครับ เราจึงเรียกมันว่า “ลิฟต์”
ในขณะที่คำว่า “Elevator” มาจากทางฝั่งอเมริกา
แต่ก็มีบางประเทศที่รับมาจากอเมริกาก่อนเช่น ญี่ปุ่น บ้านเขาก็จะเรียกว่า “เอ็ลลิเวเทอร์”

ดังนั้นถ้าหลุดเรียก “ลิฟต์” ว่า “Lift” เมื่อไหร่ไม่ต้องอายครับ บอกไปเลยว่า
“I speak British English.” 555+

Truth or Dare ?

…พยายามดูหนังเรื่อง Birdman อยู่หลายรอบว่าพอจะมีอะไรที่หยิบมาเล่าตามประสา “คนเรียนภาษาอังกกฤษจากหนัง” ได้บ้าง
Birdman หนังที่คว้ารางวัล Oscar สาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยมปีล่าสุด
ถ้าวิจารณ์ตามประสาคนดูหนังเพื่อฝึกภาษานั้นผมว่าบทพูดมันยาวไปนะ แต่ละคนพูดแต่ละครั้งนี่ยาวมาก
มีคนวิจารณ์ว่า “เหมือนกับการอ่านหนังสือ” เออ ผมว่ามันใช่เลยนะ
ตอนดูหนังต้องจับคำพูดของตัวละครให้ได้ ไม่งั้นดูไม่รู้เรื่องครับ
เพราะแต่ฉากมันก็วนไปวนมาอยู่แค่ในโรงละคร

มีคนแนะนำว่าดูหนังเพื่อฝึกภาษาให้ดูเฉพาะแนวที่เราชอบเพราะเราจะมีความสุขเวลาดู
ผมนี่จะชอบดูแนวแอคชันซะเป็นส่วนใหญ่ ผมว่ามันเป็นแนวที่ต้องแสดงมาก แต่บทพูดค่อนข้างน้อย
ทำให้คำศัพท์บางคำหรือประโยคบางประโยค เราสามารถที่จะทำความเข้าใจจากการกระทำของตัวละครตอนนั้นได้เลย
เพราะบางอย่างต่อเราแปลยังไงก็ยังไม่เข้าใจเท่ากับการได้เห็นการกระทำที่เป็นตัวอย่าง

ในหนังเรื่อง Birdman มีฉากที่ Sam ชวน Mike เล่นเกม “Truth or Dare ?” บนชั้นดาดฟ้า
ดูศัพท์กันนิดหนึ่ง
Truth (n.) = ความจริง
Dare (v., n.) = กล้า, ท้าทาย, ความกล้าหาญ
ดูทีแรกผมก็งง ๆ นะว่ามันเป็นเกมยังไง เลยต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติม

เกมนี้เป็นเกมที่นิยมเล่นกันในหมู่เด็กและวัยรุ่นอเมริกันครับ
นิยมเล่นเวลาเด็กมากินนอนด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ เช่น ออกแคมป์ หรือวันคริสมาสต์ ใช้เล่นเพื่อกระชับความสัมพันธ์หรือเล่นเพื่อฆ่าเวลาเอาสนุก

เกมนี้ถ้าให้ตั้งชื่อเป็นไทยน่าจะเป็น “เล่าความจริงหรือรับคำท้า ?” ประมาณนั้น

โดยวิธีการเล่นเกมนั้น สมมติ A เล่นกับ B
A เริ่มเล่นคนแรกจะเป็นฝ่ายถาม B ก่อนด้วยคำถาม “Truth or Dare ?”
ถ้า B เลือก “Truth” A ก็จะถามคำถามหนึ่งคำถาม แต่มีข้อแม้ว่า B ต้องตอบตามความจริงเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคำถามประเภทเอาฮา ความลับ หรือเกี่ยวกับเซ็กส์ เพื่อมุ่งวังให้ผู้ตอบได้เขินอาย เช่น
> Who was the first person that you kissed? And when was it?
> If you only had 24 hours to live, what would you do in these hours?
> Have you ever stolen anything?
(ถ้าเล่นในกลุ่มหลาย ๆ คนอาจโดนคำถามต่อเนื่องจากคำถามหลัก เช่น ทำไม? ยังไง? เมื่อไหร่? ผู้ตอบก็จำเป็นต้องอธิบายต่อ กลายเป็นเที่ครื้นเครงกัน)

แต่ถ้า B เลือก “Dare” A ก็จะท้าให้ B ทำอะไรที่แผลง ๆ บ้า ๆ บอ ๆ หรือออกแนวเสี่ยงหน่อย เช่น
Exchange shirts with the person next to you for the next round of questions.
Give someone in the group a piggyback ride around the room. (piggyback = ขี่หลัง)
Wear a fake mustache for the entire day. (mustache = หนวดปลอม …มักใช้ท้าเด็กผู้หญิง)

ถ้า B ตอบเสร็จแล้วทำตามคำท้าแล้วก็จะเป็นฝ่ายเริ่ม “Truth or Dare ?” ในรอบถัดไปก็วนอยู่อย่างนี้

…เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากหนังโดยไม่จำเป็นต้องไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ
เราคงไม่สามารถรับรู้ได้ว่าฝรั่งเขามีกิจกรรมหรือวัฒนธรรมแบบนี้อยู่ ถ้ามัวแต่เรียนตามหลักสูตรหรือว่าในห้องเรียนอย่างเดียว

มาดูหนังเพื่อฝึกภาษากันนะครับ แล้วมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้ที่นี่ ^^!

ไข่ดาว

ใครรู้บ้างว่าไข่ดาวนั้นฝรั่งเขาเรียกว่าอะไร ?
ใครตอบว่า Star Egg ครับ ?
.
.
ผิดครับ คุณติด tinglish เต็ม ๆ

เมื่อหลายปีก่อนผมเคยไปงานสัมนาของบริษัท เขาจัดในโรงแรม แล้วพอถึงเวลาอาหารกลางวัน เขาก็จัดเลี้ยงในโรงแรมเป็นลักษณะซุ้มอาหารครับ
ซึ่งอาหารบางอย่างนี่เราตักเองได้เลย แต่อาหารบางอย่างต้องปรุงสดๆ ตอนนั้น เวลาจะเอาเราต้องสั่งเชฟให้ทำให้ (ใครพักโรงแรมบ่อยน่าจะนึกภาพออก)
งานนี้จัดที่มาเลย์ครับ ใครเคยไปน่าจะพอนึกภาพอาหารที่นั่นออก มันจะมีหลัก ๆ อยู่ 2 แนวคือ ไม่แนวจีนที่ผัดกับน้ำมันฉ่ำ ๆ ก็แนวแขกอินเดียที่ค่อนข้างหนักไปทางเครื่องเทศและรสชาติที่เผ็ดแปลก ๆ
มีอาหารให้เลือกทานเยอะมาก แต่ที่ผมสามารถทานได้นั้นแค่ไม่กี่อย่างเองครับ

จำได้ว่ามีซุ้มทอดไข่ดาวอยู่ …ซึ่งต้องสั่งกับเชฟ
ดีใจมากครับ ผมวิ่งเข้าไปเลย คำศัพท์ที่อยู่ในหัวตอนนั้นคือ
“Star egg”
คิดเป็นประโยคในหัวเสร็จสรรพ “a star egg please.”
ทันทีที่ไปถึง กำลังจะอ้าปากพูดออกไป
มีฝรั่งมาสั่งตัดหน้า “..อาย… เอ๊ก พลีส”
ผมก็คิดในใจ “อะไรเอ๊ก ๆ วะ?”
ตรงซุ้มก็ไม่มีป้ายเขียนบอกด้วย

ที่รู้แน่ ๆ คือ คำที่ได้ยิน ไม่ใช่คำว่า “Start egg” แน่อน
ด้วยความกลัวเสียหน้า ตามประสาไทยแลนโอนลี่

มื้อนั้นเลย …..อดกินไข่ดาวครับ
(แหมก็บริษัทออกใหญ่ …แต่กลับมีพนักงานสั่งไข่ดาวไม่เป็น เป็นใคร ๆ ก็อายสิครับ
ยอมอดเพื่อรักษาภาพพจนน์บริษัทครบ)

พอหมดพักเที่ยง กลับเข้างานสัมนา อยู่หน้าคอมพ์ปุ๊บ ผมรีบเปิดกูลเกิลค้นหาเลย
.
.
“Fried Egg” แปลว่า “ไข่ดาว” ครับ
ผมนี่จำขึ้นใจนะบัดนั้นเลยทีเดียว
(ออกเสียงประมาณว่า ฟรายเด๊ก …ติดเสียง “d” มาควบกับ “e” ของ egg นิดหนึ่ง)

Fried แปลว่า “ทอดในน้ำมัน” เป็น adjective (ขยายนาม)
เมื่อมารวมกับ egg “ไข่” ก็กลายเป็น “ไข่ทอด” (บ้านเขา)
แต่มันคือ “ไข่ดาว” บ้านเรา

เอ้าแล้ว “ไข่ทอด” บ้านเราละ บ้านเขาเรียกว่าอะไร
(เชื่อว่าหลายคนคงอยากถามคำถามนี้)

คำตอบคือ “omelette” หรือ “omelet” ครับ
เป็นศัพท์ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส
(สันนิษฐานว่าฝรั่งเศสคงจะรู้วิธีการเจียวไข่ก่อนอังกฤษก็เป็นได้)

แต่ ไข่ทอด หรือ ไข่เจียว บ้านเขาทำยากนะครับ ใส่เครื่องเยอะ ไม่ได้ทำง่าย ๆ เหมือนบ้านเรา (ลอง Search หารูปประกอบใน google ดู)

ต่อ…
นอกจากนี้คำ Fried ยังเป็น Verb ช่อง 2 และ ช่อง 3 ของ Fry ด้วยนะครับ (เจอในประโยคต้องดูดี ๆ ครับ)

Fry (verb) = ผัด, ทอด, เจียว, รวน (การประกอบอาหารที่ใช้น้ำมัน ได้หมด)

คำศัพท์ที่ใช้ Fried ที่เจอบ่อย ก็เช่น
ไป KFC เจออะไรครับ?
Fried Chicken.
That right. ถูกต้องครับ ไก่ทอด

ไปร้านอาหารเจอ?
Fried Rice.
ข้าวผัดครับ

ไปร้านอาหารแล้วไม่จ่ายเจอ?
อันนั้นไอ้ฟาย ไม่เกียวกันครับ ตึ่งโป๊ะ!

โอเคครับ
บทความนี้คงจะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้สั่ง “ไข่ดาว” เวลาไปต่างประเทศเป็นกันทุกคนนะครับ

แล้วพบกันใหม่บทควาหน้าครับ

Farewell vs Goodbye

วันนี้เจอ Status หนึ่งใน Facebook มีเพื่อนคนหนึ่งบอกลาที่ทำงานเก่า เขาใช้ว่า Farewell …. (ความจริงต้องใช้ว่า Farewell to ….)

ผมก็ไปสะดุดกับคำว่า Farewell เพราะเพิ่งเจอในหนัง The Hobbit III
สงสัยครับก็เลยไปหาข้อมูลมา
ฝรั่งเขาบอกว่า Farewell เป็นคำเก่าไม่ค่อยนิยมใช้ (ถึงว่าไม่ค่อยเจอ)
ถ้าจะใช้ก็ใช้กล่าวอำลาคนที่เราจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว (คือ die) หรือคนที่เราจะไม่ได้เจอเขาเป็นเวลานานมาก (เช่นไปรบ) มักกล่าวในเชิงพิธีกรรม หรือเพื่อแสดงอารมณ์อาลัย
แค่นั้นครับ
ถ้าใครนำมาใช้พูดในชีวิตปกตินี่ ฝรั่งเขาจะมองว่าเชย หรือเป็นคนหลงยุคเลย

ดังนั้นถ้าจะร่ำลาหรือกล่าวอำลาใครซักคน แค่ Goodbye ก็เพียงพอแล้วครับ

ภาษาอังกฤษเอาให้ง่ายเข้าไว้ครับ อย่าพยายามโชว์เหนือด้วยด้วยศัพท์ที่เราไม่คุ้นหู เพราะนั่นหมายถึงเจ้าของภาษาตัวจริงเขาอาจไม่ใช้ก็ได้ …เหมือนภาษาไทยเรา เราก็มีหลายคำที่ไม่ใช้แล้วเหมือนกัน

6 วิธีใช้ Will

1. แสดงความสนใจที่จะทำ (อาจไม่ทำก็ได้)
I will (probably/maybe/likely/definitely) be at the show. (มักมีคำในวงเล็บขยาย will อีกที)

2. ยืนยันแผนหรือยืนยันลำดับเหตุการณ์ในอนาคต
First I’ll call you and then we will meet at the theater. (…will…and then…will….)

3.ตัดสินใจในชั่วขณะ
I’ll take the blue ones. (มักใช้กับการเลือกสินค้าหรือสั่งอาหาร)

4. คาดการณ์อนาคต
There is no way he’ll finish on time!

5. ให้สัญญา
I will never disappoint you. (ผมจะ…. )
I will always love you.

6. ยืนยันเวลา, สถานที่ในอนาคต (พูดถึงสิ่งที่จะทำในเวลาหรือสถานที่ในอนาคต)
I’ll be there at 8 o’clock.
I’ll be at the mall.

7. ลาก่อนแล้วพบกันใหม่
Goodbye, I’ll see you later. (เหมือนให้สัญญา)

ดูคลิปด้วยนะครับ ^^!

Dragon-slayer

จากหนังเรื่อง The Hobbit ภาค 3 มีคำว่า
Dragon-slayer หรือผู้ฆ่ามังกร

แล้ว slayer กับ killer, murderer และ assassin มันต่างกันยังไง
ทั้ง 4 คำมีความหมายว่า “ผู้ฆ่า” เหมือนกัน
คำตอบคือตอนใช้ครับ
Slayer ไม่ใช่คำที่ใช้พูดในชีวิตประจำวัน มักจะพบในงานเขียนหรือวรรณกรรมมากกว่า ดังนั้น
Bard, The Dragon-slayer ถ้าแปลให้ไทยหน่อยก็จะเป็น บาร์ดผู้พิฆาตมังกร หรือบาร์ดผู้พิชิตมังกร ก็ได้

killer เป็นคำปกติใช้พูดทั่วไปครับ ใครฆ่าก็ถูกเรียกว่าเป็น killer ได้

murderer ตรงกับคำไทยคือ “ฆาตกร” (คำเป็นทางการ มักใช้ตอนเกิดคดีความ ในหนังแนวสืบสวนสอบสวนจะเจอคำนี้บ่อย)

ส่วน assassin จะเน้นไปในทาง “นักฆ่า” (เป็นอาชีพ) หรือ “ผู้ลอบสังหาร” คือบุคคลที่เตรียมการมาเพื่อฆ่าโดยเฉพาะ